จอมเวทย์

" อ โห มหณฺณโว ปจฺจตฺตงฺ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ "

ห้องเรียนบ้านจอมเวทย์

เขียนโดย หมอธรรมน้อย เมื่อ 14 ธันวาคม 2009

“ท่านเชื่อหรือไม่ครับว่า เวทย์มนต์คาถา และวัตถุสิ่งที่ประกอบด้วยพิธีการทางไสยศาสตร์ เป็นของศักดิ์สิทธิ์ มีอภินิหารมหัศจรรย์ มิได้เป็นสิ่งหลอกลวงไร้สาระหรือสิ่งที่เหลวไหลงมงาย ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะเป็นยุคไอที ที่วิทยาศาสตร์มีความเจริญก้าวล้ำ แต่ก็ไม่มีนักวิทยาศาสตร์ท่านใดค้นหาหลักแหล่งพลังงานแห่งอิทธิปาฎิหาริย์ต่างๆ ที่อุบัติขึ้นทางไสยศาสตร์นั้นได้”

เรื่องเวทย์มนต์คาถา ลัทธิไสยศาสตร์

ไม่ได้มีอยู่เฉพาะในภูมิภาคตะวันออกไกลที่นับถือพระพุทธศาสนา และศาสนาพราหมณ์เท่านั้น หากแต่ได้แพร่หลายมาตั้งแต่ครั้งสมัยโบราณในหลายประเทศ เช่น ประเทศอัสสิเรีย อียิปต์ คาลเดีย และอาฟริกาใต้ เป็นต้น ซึ่งชาติเหล่านี้มีความเชื่อถือลัทธิไสยศาสตร์เหมือนกัน

ลัทธิไสยศาสตร์ คือ การรวมอำนาจจิต รวมพลังงานทางจิต ซึ่งได้ทำการอบรมจิตใจให้มีความยึดมั่น เชื่อถือ อย่างจริงจัง ดำเนินการไปตามหลักทางไสยศาสตร์ตามวิธีนั้นๆ ก็จะสามารถแสดงฤทธิ์ปาฎิหาริย์ได้ด้วยกระแสคลื่นแห่งพลังอำนาจจิตอันแรงกล้า ของมโนภาพ สมาธิ จิตตานุภาพ ทั้งสามประการนี้ จึงเป็นบ่อเกิดแห่งอำนาจที่ประหลาดมหัศจรรย์เกิดขึ้น โดยอาศัยหลักวิชาทางไสยศาสตร์

ลัทธิไสยศาสตร์

ลัทธิไสยศาสตร์ได้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ก่อนพระพุทธกาล ซึ่งมีคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์เรียกว่า “ไตรเพท” ในลัทธิของพราหมณ์ คัมภีร์อันนี้ได้แยกออกเป็น ๔ ประเภท คือ

๑. มฤเวทย์ เป็นคำฉันท์ ใช้สำหรับสวดมนต์และสรรเสริญพระเจ้า

๒. ยชุรเวทย์ เป็นคำร้อยแก้วให้สำหรับท่องบ่นเวลาบรวงสรวงบูชาพระเจ้า

๓. สามเวทย์ เป็นคำฉันท์ใช้สำหรับสวดมนต์ทำพิธีถวายน้ำโสม

๔. อาถรรเวทย์ เป็นคัมภีร์ประกอบด้วยเวทย์มนต์คาถาเรียกผีสางเทวดาให้ช่วยป้องกันอันตรายให้และมีการแก้อาถรรพ์ ทำพิธีสาปแช่งให้เป็นอันตรายได้ด้วย

มฤเวทย์ เป็นปรากฎการณ์แห่งความคิดของพวกอาริยัน บุคคลจำพวกนี้มีความเชื่อถือพระเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในโลก ถือว่าอยู่ภายใต้อำนาจแห่งพระเจ้าทั้งสิ้น พระเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายดลบันดาลให้มนุษย์และสัตว์โลกทั้งหลายได้ทุกประการ พวกอาริยันจึงได้ประพันธ์บทสวดสรรเสิญเทวดาไว้ ๑,๐๑๗ องค์ พวกอาริยันต์นี้ เขาถือความสำคัญของพระเจ้า มี พระอินทร์ พระวรุณ พระอิศวร นั้น ในหลักพระเวทย์เขาถือว่าเป็นองค์เดียวกัน ถัดจากพระอินทร์ลงมาคือ พระอัคคี (ไฟ) มีบทสวดถึง ๓๐๐ บท
ยชุรเวทย์ พระเวทย์นี้เป็นบทพิธีทางศาสนาด้วยประการต่างๆ
สามเวทย์ เป็นคำสวดถวายน้ำโสม ซึ้งเป็นน้ำเมาชนิดหนึ่ง เมื่อดื่มเข้าไปแล้วผู้อื่นก็ได้รับอิสรภาพ โสมได้รับการสถาปนาสมมติเป็นเทวดาด้วย นอกจากที่กล่าวมานี้ยังมีเทวดาอีกมากมาย
อาถรรพเวทย์ เป็นหลักของไสยศาสตร์ และประกอบพิธีต่างๆ ทางไสยศาสตร์

พระเวทย์ทั้ง ๔ ประเภทนี้ เป็นคัมภีร์ใหญ่ของศาสนาพราหมณ์ พระเวทย์ที่เป็นสิ่งสำคัญยิ่งคือ “อาถรรพเวทย์” อันเป็นคัมภีร์แสดงถึงความศักดิ์สิทธิ์ทางเวทย์มนต์คาถา มี ๘ ประเภทคือ

๑. พระเวทย์แก้โรคต่างๆ อาคมประเภทนี้ได้กระทำพิธีการรักษาโรคต่างๆ ด้วยการใช้ปัดเป่าด้วยเวทย์มนต์คาถาให้หายได้
๒. พระเวทย์ประสาน อาคมประเภทนี้ ได้แก่การทำพิธีประสานบาดแผลให้สนิทเป็นเนื้อเดียวกัน และประสานกระดูกให้ติดกัน (ปัจจุบันคนไทยเรายังใช้และเชื่อถือกันอยู่)
๓. พระเวทย์สะเดาะ อาคมประเภทนี้ สำหรับใช้ในการทำให้สิ่งที่ติดขัดหลุดออกจากกัน เช่น สะเดาะกุญแจ โซ่ตรวน สะเดาะลูกในครรภ์ให้ออก หรือก้างติดคอ เป็นต้น (ปัจจุบันคนไทยเรายังใช้และเชื่อถือกันอยู่)
๔. พระเวทย์ป้องกันตัว อาคมประเภทนี้ ได้แก่การทำพิธีปลุกเสกสิ่งต่างๆ เพื่อการอยู่ยงคงกระพันชาตรี ยิง ฟัน แทง ทุบ ตี ซึ่งถูกทำร้ายด้วยอาวุธต่างๆ แล้วไม่เป็นอันตราย หรือศัตรูทำอันตรายไม่ได้ ทำให้แคล้วคลาดหรือเป็น “จังงัง” ไสยศาสตร์ประเภทนี้ ยังคงเป็นที่นับถือกันทั่วไปในหมู่คนไทย
๕. พระเวทย์แสดงปาฎิหารย์ อาคมประเภทนี้มีความศักดิ์สิทธิ์แสดงอิทธิฤทธิ์ได้ต่างๆ เช่น ล่องหน หายตัว กำบังกาย ดำดิน ดำน้ำ เดินบนน้ำ เดินบนอากาศ ลุยไฟ ย่นย่อระยะทาง แปลงกาย คนเดียวทำได้หลายอย่าง ไสยเวทย์ประเภทนี้ยังมีปรากฎในประเทศไทย
๖. พระเวทย์ทำอันตรายแก่ผู้อื่น อาคมประเภทนี้ เป็นไสยศาสตร์ที่ใช้ทำพิธีการทางทำร้ายผู้อื่น โดยไม่ต้องทำด้วยตนเอง หรือจ้างวานผู้อื่นทำ เช่น บิดไส้ บังฟัน เอาหนังเข้าท้อง เอาตะปูเข้าท้อง เอากระดูกเข้าท้อง ใช้ภูตผีปีศาจไปทำอันตราย เป็นต้น
๗. พระเวทย์แก้ภูตผีปีศาจ อาคมประเภทนี้ใช้ในการท่องบ่นภาวนา หรือปลุกเสกวัตถุสิ่งของป้องกันผีร้าย คุณผี คุณคนต่างๆ และแก้คุณไสยด้วย ทำการขับไล่ภูตผีปีศาจในทางพิธีไสยศาสตร์ตามอุปเท่ห์ต่างๆ
๘. พระเวทย์ทำเสน่ห์ อาคมประเภทนี้ใช้ภาวนาหรือปลุกเสกสิ่งของ ซึ่งมีพิธีต่างๆ ในลัทธิไสยศาสตร์ ทำให้คนหลงรัก เรียกว่า เสน่ห์มหานิยม

อาถรรพเวทย์ในคัมภีร์ไสยศาสตร์ แยกออกเป็น ๒ นิกาย คือ

๑. นิกายขาว เป็นวิชาที่ใช้ในทางดี กล่าวคือใช้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ โดยใช้เวทย์มนต์คาถาในการบำบัดโรคภัยไข้เจ็บ แก้คุณผีคุณคน แก้คุณไสย และใช้ป้องกันภัยอันตรายทั้งปวง
๒.นิกายดำ เป็นวิชาที่ใช้ในทางชั่ว โดยมุ่งทำให้เกิดอันตรายแก่ผู้อื่น ทำให้เจ็บป่วย สติฟั่นเฟือน หรือเป็นอันตรายต่างๆ นานา ด้วยการใช้เวทย์มนต์คาถา

สิ่งที่ควรทำความเข้าใจ

การใช้เวทย์มนต์ทั้งหลายนั้น มิได้หมายความว่าเมื่อท่องจำได้แล้วจะนำเอาไปใช้ให้มีความศักดิ์สิทธิ์เกิดผลประโยชน์ได้เลยก็หาไม่ พึงเข้าใจด้วยว่า เวทย์มนต์คาถาเป็นคำสวดบริกรรม ทำให้โน้มน้าวจิตใจเกิดสมาธิแน่วแน่ มีมโนคติช่วยปลุกพลังจิต ทำให้เกิดมโนยิทธิเข้มแข็งยิ่งขึ้น ดังนั้นผู้ที่จะเรียนวิชาไสยศาสตร์ได้สำเร็จ จำต้องสำรวมใจให้เป็นสมาธิ โดยการฝึกสวดมนต์ภาวนาบริกรรม กำหนดลมหายใจเข้าออกให้สม่ำเสมอ ทำให้เกิดพลังทางกระแสจิตอย่างแรงกล้าจริงๆ เพื่อช่วยให้กระแสของกาย ใจ มีกำลังมโนยิทธิมากขึ้น บันดาลให้เกิดความสำเร็จสมปรารถนา เช่น การบริกรรม ปลุก เสก เป่า ใช้กระแสจิตส่งพลังอานุภาพลงในวัตถุสิ่งของต่างๆ ก็จะเกิดอานุภาพความศักดิ์สิทธิ์ สามารถใช้ประโยชน์ตามความประสงค์


ป้อนอีเมล์ :