จอมเวทย์

" อ โห มหณฺณโว ปจฺจตฺตงฺ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ "

สมาธิ นิมิต และวสีหรือขิปปนิสันติ

เขียนโดย หมอธรรมน้อย เมื่อ 7 มกราคม 2010 การฝึกจิต

สมาธิ นิมิต และวสีหรือขิปปนิสันติ

 

ผู้ที่จะปฏิบัติกรรมฐานหรือฝึกจิตตน จนให้เกิดฤทธิเกิดเดชจะต้องรู้จัก สมาธิ นิมิต และวสีหรือขิปปสันติ ถ้าไม่เข้าใจ อย่างนี้จะเกิดความมัวมนอลวน แล้วก็มืดตื้อไม่แจ่มใสเหมือน กับควันไฟรมโป๊ะตะเกียง ฉันใดฉันนั้นต่ถ้าเราทราบธรรมอย่างงนี้ คือ สมาธิ นิมิต หรือวสีหรือขิปปนิสันติ เราจะรู้จักทางออกจากอาการมัวมนอลวนนั้น แต่อย่างไรก็ตาม จิตที่ติดอยู่กับธรรมอย่างนี้ ก็ยังเป็นโกลิยะ มิใช่โลกุตตรจิต แต่จะเป็นบาทให้เกิดฤทธิ์เดชได้ และส่งไปโลกุตตรจิตได้ในที่สุด ถ้าฝึกฝนปล่อยวางได้ ตอนนี้มาฝึกธรรมอย่าง โดยลำดับดังนี้

 

35

๑. สมาธิ ความที่จิตใจมั่นคงไม่หวั่นไหว ไม่โยกคลอน เรียกว่าสมาธิ สมาธิโดยทั่วไปไม่มี ๒ อย่างคือ

๑.๑ อุปจารสมาธิ คือ อาการของจิตที่ตั้งมั่นบ้างหวั่นไหว ไม่ตั้งมั่นบ้าง เรียกว่าอุปจารสมาธิ สมาธิขั้นนี้ไม่สามารถจะทำให้เกิดฤทธิ์ได้ เพราะยังซัดส่ายหรือขึ้นๆลงๆอยู่ เหมือนเด็กที่เราพยุงให้ลุกขึ้นแล้วปล่อยให้เดิน ย่อมจะเดินเองไม่ได้ ยิ่งจะใช้ให้ทำงานก็ยิ่งจะไม่มีทางทำได้
๑.๒ อัปปนาสมาธิ คือ อาการของจิตที่แน่วแน่ ไม่หวั่นไหว ไม่ตั้งมั่นบ้าง ไม่ซัดส่าย จิตเป็น เอกัคคตา คือ มีอารมณ์เดียว จิตที่อยู่ในสภาวะตั้งมั่นเช่นนี้ จึงสามารถทำให้เกิดฤทธิ์ได้และใช้งานได้ด้วย เหมือนบุรุษที่แข็งแรง ย่อมลุกขึ้นยืนเองได้ ยืนอยู่นานๆก็ได้ เดินไปเองก็ได้ วิ่งเองก็ได้ และใช้ให้ทำงานก็ได้ด้วย

๒. นิมิต เป็นสิ่งที่เกิดจากสัญญา(ความทรงจำ) เป็นปรากฏการณ์แก่ผู้ได้สมาธิเท่านั้น และนิมิตรนี้สามารถเป็นบาทแห่งฤทธิ์ได้ นิมิตนั้นมี ๓ ประการคือ

๒.๑ ปริกรรมนิมิต ร คือการเพ่งกสิน หรือ อสุภ อย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วหนักหน่วง เป็นอารมณ์ เรียกว่า ปริกรรมนิมิต หรือนิมิตในบริกรรม
๒.๒ อุคคหนิมิต คือ การเพ่งกสิณอย่างใด อย่างหนึ่งแล้วหนักหน่วงเป็นอารมณ์ ด้วยการหลับตาบริกรรมสลับกันไป (ลืมตานานพอสมควรหลับตานานพอลืมควรสลับกัน) จนกว่าการดวงกสิณที่เพ่งนั้นติดตาติดใจ หลับตาก็ปรากฏ ลืมตาก็ปรากฏนี้เรียกว่า อุคคนิมิตร หรือนิมิตติดตาก็เรียก ขั้นนี้ก็ยึด ถ้าเรายึดได้เราก็จะจับจิตของเราได้ เพราะจิตมันติดอยู่กับนิมิตนั้น เมื่อยึดได้แล้วก็เอามาฝึกใช้งาน นี่คือขั้นโลกิยะ ถ้าจะก้าวไปสู่ขั้นโลกุตตระ ก็ให้ปล่อยวางเสีย เมื่ออุคคนิมิตเกิดขึ้นแล้ว ไม่ควรนั่งเพ่งต่อไป ถ้าขืนนั่งต่อไป ท่านว่ากสิณโทษจะเกิด ปฎิภาคจะไม่เกิด ท่านจึงแนะให้ไปโดยไม่ชักช้าถ้าชักช้าโดยประการใดก็ตาม นิมิตที่เสื่อมไป จะไม่ปรากฎติดตาติดใจ ท่านให้กลับไปเพ่งกสิณนั้นอีก บริกรรมจนกว่านิมิตจะเกิดอีก
๒.๓ ปฎิภาคนิมิต คือ เมื่อได้อุคคหนิมิตแล้วผู้ฝึกจิตก็หน่วงเอานิมิตแล้วผู้ฝึกจิตก็หนักหน่วงเอานิมิตในบริกรรมนั้นไว้ นึกขยายส่วนและย่อส่วนได้อย่างสมรูปสมทรง ไม่บิดเบี้ยวและผิดส่วน เรียกว่าปฎิภาคนิมิต ปฎิภาคนิมิตนั้น เมื่อเกิดขึ้น ก็จะทำลายอุคคหนิมิต ปรากฏออกมาบริสุทธิ์กว่าอุคคหนิมิต ๑๐๐ เท่า ๑๐๐๐ เท่า คือปรากฎการณ์ใสงามเหมือนแว่นที่ขัดอย่างงาม ปรากฏเหมือนดวงจันทร์ที่ออกมาจากเมฆหมอก ปรากฏเหมือนนกยางขาว ที่บินฝูงอยู่หน้าสัญญาไม่เหมือนกัน บางคนจะปรากฏเหมือนปุยนุ่น เหมือนปุยฝ้าย เหมือนสายลม เหมือนดวงดาว เหมือนเกล็ดมณี เหมือนไข่มุก บางคนก็ปรากฏเป็นสิ่งมีสัมผัสหยาบ เหมือนฝ้าย เหมือนเสี้ยนไม้แก่นก็มี ทางที่ดีถ้านิมิตเกิดขึ้น ได้เวลาสอบอารมณ์ ให้แจ้งให้อาจารย์ทราบด้วย ส่วนอาจารย์จะบอกหรือไม่อย่างไรก็ตาม ก็นั่นแหละคือนิมิตควรมนสิการ(บริกรรม)ต่อไป
แต่นิมิตนี้ไม่ใช่รูปธรรม เป็นนามธรรมที่เกิดจากสัญญาในภาวนา เป็นเพียงอาการที่เกิดแก่ผู้ได้สมาธิดังกล่าวมาแล้วนั้น อย่างไรก็ตามแต่ปฎิภาคนิมิตเกิด นิวรณ์ธรรมทั้งหลายคือ กามฉันทะ(ความยินดีในกาม) พยาบาทI(ความอาฆาต) ถีนมิทธะ(ความง่วงงุ่นถดถอย) อุรัจจกุกกุจจะ(ความฟุ้งซ่าน) และ วิกิจฉา(การขาดความเชื่อมั่น)ก็ถูกปราบให้หายอย่างราบคาบ ท่านกล่าวไว้ว่า การทำปฎิภาคนิมิตที่เกิดพร้อมกับอุปจารสมาธิให้เกิดขึ้นนั้น ไม่ใช่การจะทำง่ายๆ
ท่านว่าทำได้โดยลำดับกันในขณะทั้งบริกรรมนั้น ท่านว่าดีมาก แต่ถ้าทำไม่ได้ ก็ไม่ควรประมาท ควรรักษานิมิต(อุคคหนิมิต)ที่ได้ไว้ก่อนนั้นให้ดี ดุจบุรุษมีดวงตาข้างดียวรักษาดวงตานั้นไว้ฉันใดฉันนั้น

วิธีรักษานิมิตไว้ไม่ให้เสื่อม

ท่านกล่าวไว้ว่า การจะรักษานิมิตให้ดีมิให้เสื่อมนั้น ผุ้ฝึกจิตต้องงดเว้นจากอันตราย ๗ อย่าง ดังนี้

๑. ที่อยู่อันพลุกพล่าน มีอันตราย
๒. ที่หากินเต็มไปด้วยเบญจพิษกามคุณ และไกลเกินไป
๓. การชวนคุยจากเพื่อนๆ ในสิ่งที่ไม่เป็นธรรมะ ไม่เป็นวินัย ไม่มีประโยชน์
๔. ผู้คนรอบข้างไม่ตั้งในธรรม
๕. โภชนะที่เป็นพิษ คือแสลงโรคตัวเอง
๖. ฤดูที่ผู้ปฏิบัติธรรมสัมผัสแล้วกระสับกระส่าย
๗. อิริยาบถที่ไม่เหมาะแก่กายภาพของตน

๓. วสีหรือขิปปนิสันติ ดังกล่าวมาแล้วว่า ผู้ที่ฝึกจิตจนสามารถแสดงฤทธิ์ได้นั้น ใน ๑๐๐ คน ใน ๑๐๐๐ คน จะมีเพียง ๑ คนเท่านั้น คนที่มีบุพโยคะคือ ได้เคยมาฝึกมาก่อนนั้น อาจจะทำได้สำเร็จง่าย แต่คนที่ เป็นอาทิกัมมิกะ คือเพิ่งเริ่มทำนั้น ท่านว่าจะสำเร็จได้ก็ประมาณ ๑ ใน ๑๐๐ หรือ ๑ ใน ๑๐๐๐ คนเท่านั้น แต่ไม่ต้องท้อถอย ถ้าเราปรับอินทรีย์ ๕ อย่างให้เสมอกัน คือ

๑.ปรับ วิริยินทรีย์ (ความเพียร) กับ สมาธินทรีย์ (ความตั้งใจมั่น) ให้เสมอกัน
๒. ปรับสัททินรีย์ (ความเชื่อ)กับปัญญินทรีย์ (ความรอบรู้) ให้เสมอกัน
๓. ใช้ สตินทรีย์ ควบคุมไม่ให้มีอาการล้ำหน้ากัน และพยายามทำในเรื่องนั้นด้วย อิทธิบาท ๔ อย่างเคร่งครัด คือ บริกรรมเป็น ๑๐๐ เท่า ๑๐๐๐ เท่า ๑๐๐๐๐ เท่า ๑๐๐๐๐๐ จนกว่าสิ่งที่ต้องการจะเกิด โดยอย่าลืมใช้ปรับอินทรีย์ ๕ ให้เสมอกัน โดยใช้อิทธิบาท ๔ อย่าง
๑) ฉันทะ พอใจทำ
๒) วิริยะ ขยัน (หมั่น) ทำ
๓) จิตตะ ตั้งใจทำ
๔) วิมังสา ตรองถูกต้องแล้วทำตามนั้น
คือ ฝึกจิตให้ได้ สมาบัติ ๘ คือ รูปฌาน ๔ (ปฐมฌาน,ทุติยฌาน,ตติยฌาน และจตุตถฌาน) และอรูปฌาน ๔ (อากาสานัญจายตนะ,วิญญาญัยตนะ และเวสัญญายตนะ) คือถ้าจิตฟุ้งซ่านก็ให้ใช้ กสิณ ๘ อย่างเป็นตัวดูดซับจิตไว้ กสิณ ๘ อย่างนั้นมีดังนี้
๑) ปฐวีกสิน เพ่งดิน
๒) อาโปกสิณ เพ่งน้ำ
๓) เตโชกสิณ เพ่งดิน
๔) วาโยกสิณ เพ่งลม
๕) นีลกสิณ เพ่งสีเขียว
๖) ปีตกสิณ เพ่งสีเหลือง
๗) โลหิตกสิณ เพ่งสีแดง
๘) โอทาตกสิน เพ่งสีขาว
และในการฝึกกำหนดนั้น ก็ทำให้ในลักษณะ ๑๔ ประการ คือ
๑) กสิณานุโลมโต กำหนดตามลำดับกสิณ ๑-๘
๒) กสิณปฏิโลมโต กำหนดย้อนลำดับกสิณ ๘-๑
๓) กสิณณานุโลมปฏิโลมโต กำหนดทั้งตามและย้อนกลับกสิณ
๔) ฌานานุโลมโต กำหนดตามลำดับองค์ฌาน(ปฐมฌาน ถึง เนวสัญญา)
๕) ฌานปฏิโลมโต กำหนดโดยข้ามองค์ฌาน(เนวสัญญาถึงปฐมฌาน)
๖) ฌานานุโลมปฏิโลมโต กำหนดตามและย้อนหลังองค์ฌาน
๗) ฌานุกกันตกโต กำหนดโดยข้ามองค์ฌาน(๑,๓,๘ทำนองนี้)
๘) กสิณกกันตกโต กำหนดโดยข้ามกสิณ(๑,๓,๘)
๙) ฌานกสิณกุกันตกโต กำหนดโดยข้ามสลับทั้งฌานและกสิณ
๑๐) อังคสังกันติโต กำหนดโดยเลื่อนองค์ฌาน
๑๑) อารัมมณสังกันติโต กำหนดโดยเลื่อนอารมณ์
๑๒) อังคารมมณสังกันติโต กำหนดโดยสัลบกันทั้งองค์ฌานและอารมณ์
๑๓) อังคววัฏฐาปนโต กำหนดโดยพิจารณาดูองค์
๑๔) อารัมมณวัฏฐาปนโต กำหนดโดยพิจารณาดูอารมณ์
กำหนดโดยลักษณะ ๑๔ ประการนี้ ต้องทำโยมีวิชาความรู้ชัดกำกับหรือจัดระเบียบจิต ด้วยสติที่สมบูรณ์ทุกขั้นตอนเท่านั้น จึงจะได้ผล ถ้าเป็นไปตรงข้ามนี้ย่อมไม่ได้ผล เมื่อได้ ๑๔ ลำดับนี้แล้ว ต้องทำบ่อยๆเป็น ๑๐๐ ครั้ง ๑๐๐๐ ครั้ง ๑๐๐๐๐ ครั้งนี้จนเกิดขิปปนิสัติหรือวสี (คือความชำนาญชนิดที่ เปิดปุ้บรับปั้บ เหมือนเปิดสวิตช์ไฟฟ้านั้นแหละ) ได้ทราบว่า พระรักขิตผู้มีพรรษา แต่เจริญฌานจนได้ขิปปนิสันติ (วสี) ในขณะที่พระเถระ อู่ที่เถรัมพัตถลวิหารขณะนั้น พญานาคผู้เคยมาอุปัฏฐากพระมหาโรหณคุตตเถระ ได้แปลงเพศเป็นคนมาประเคนข้าวต้มพระเถระทั้งหลายที่มาเยี่ยมไข้อยู่ ครุฑที่บินมาในอากาศเห็นเข้าก็โฉบลงมาโดยเร็วด้วยหมายจะจับเป็นอาหาร ทันใดนั้น ท่านรักขิตเถระเห็นเข้า ก็เข้าฌานด้วยอธิษฐานวสี อธิษฐานให้เป็นภูเขาขนาบข้าง แล้วดึงเอามาณพนาคจำแลงเข้าซอกภูเขาไปการทำได้รวดเร็วนี้คือ ขิปปนิสันติ หรือ วสี วสีนั้นมี ๕ อย่างคือ
๑) อาวัชชนวสี ชำนาญหรือคล่องแคล่วในการหนักหน่วงคือไม่ต้องเข้าฌาน แต่นึกหน่วงให้เกิดให้เป็นอะไรได้ตามต้องการ
๒) สมาปัชชนวสี ชำนาญหรือคล่องในการเข้าอาโปกสิณ ทำให้มีฝนตกทันที
๓) อธิษฐานวสี ชำนาญหรือคล่องในการอธิษฐานหรือตั้งใจให้ป็น เช่น พระรักขิตอธิษฐานให้เป็นภูเขากันครุฑ ไม่ให้โฉบเอาพญานาค ฉันนั้น
๔) วุฏฐานวสี ชำนาญหรือคล่องในการออก เช่นเข้าฌานแล้วเวลาออกก็ออกได้ทันที ถ้ามีเหตุจำเป็นต้องทำเช่นนั้น
๕) ปัจจเวกขณวสี ชำนาญหรือคล่องในการพิจารณาหรือทบทวน คือจะพิจารณาทบทวนในเรื่องอะไร จะหยิบมาพิจารณาเฉพาะตอนใดเป็นตอนต้น ตอนกลาง หรือตอนปลายก็ได้ โดยฉับไวและถูกต้อง โดยฉับไวและถูกต้อง

ดังนั้น ผู้ฝึกจิตตามขั้นตอนจนได้ฤทธิ์แล้ว จำเป็นจะต้องฝึกด้วยวสี คือความชำนาญคล่องแคล่ว โดยวิธีขิปปนิสันติ คือได้อย่างรวดเร็ว เหมือนพลิกฝ่ามือด้วยจึงจะทันเวลาในการป้องกันภัยแก่ปาณสัตว์ทั้งหลายที่ยังไม่ถึงที่ตายจากมรณะภัย เป็นต้นนั้นเอง
และอย่าลืมว่า การฝึกจิตให้เกิดฤทธิ์นี้ ไม่ว่าบรรพชิตหรือฆราวาสทำให้สำเร็จได้ทั้งนั้น ถ้ามีความเพียรพยายาม และทำอย่างถูกวิธี ดังกล่าวมา ไม่มีการผูกขาดเฉพาะเพียงพระภิกษุเท่านั้น และไม่จำเป็นต้องเคยทำมาแต่ชาติก่อน ปางก่อน หรือครั้งก่อน ขอให้ทำให้ถูกวีธี ห้ามทำด้วยอำนาจตัณหา แล้วสิ่งที่ต้องการมันจะเกิดเอง


Comments are closed.

ป้อนอีเมล์ :