จอมเวทย์

" อ โห มหณฺณโว ปจฺจตฺตงฺ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ "

เรียนธรรม เป็น “หมอธรรม”

เขียนโดย หมอธรรมน้อย เมื่อ 21 ธันวาคม 2009 เรียนวิชา

สมัยก่อนคนที่เรียนธรรม จะถูกเรียกว่าหมอธรรมซึ่งจะเป็นผู้ที่มีบารมี เนื่องจากเป็นผู้ศึกษาพระเวทย์ เป็นที่เคารพยำเกรงจากทั้งคนและผี จึงเป็นที่พึ่งให้แก่คนทั้งหลาย เพราะท่านจะเป็นผู้ที่คอยช่วยเหลือผู้คนที่ตกทุกข์ได้ยาก ในเรื่องของการผาบผี (ปราบผี) ผาบไข้ (รักษาไข้) แก้คุณผีคุณคน ถูกของ ดูดวง ดูของหายรวมถึงการประกอบพิธีกรรมมงคลต่างๆ


dham_room

สมัยก่อนคนที่เรียนธรรม จะถูกเรียกว่า “หมอธรรม” ซึ่งจะเป็นผู้ที่มีบารมี เนื่องจากเป็นผู้ศึกษาพระเวทย์ เป็นที่เคารพยำเกรงจากทั้งคนและผี จึงเป็นที่พึ่งให้แก่คนทั้งหลาย เพราะท่านจะเป็นผู้ที่คอยช่วยเหลือผู้คนที่ตกทุกข์ได้ยาก ในเรื่องของการผาบผี (ปราบผี) ผาบไข้ (รักษาไข้) แก้คุณผีคุณคน ถูกของ ดูดวง ดูของหายรวมถึงการประกอบพิธีกรรมมงคลต่างๆ ซึ่ง “ธรรม” นี้มีมากมาย หลากหลายแขนง แม้แค่แขนงเดียวกัน ธรรมเดียวกัน แต่ต่างครูบาอาจารย์ ก็อาจจะมีรูปแบบที่แตกต่างกันบ้าง ดังคำโบราญอีสานที่ว่า “หนังสือก้อมต่างคนต่างมี” ซึ่งปัจจุบันหาครูบาอาจารย์ผู้สอนที่เก่งๆ ได้ยากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากยุคสมัยที่เปลี่ยนไป คนเชื่อในสิ่งเหล่านี้น้อยลง รวมถึงการสั่งสอนให้แก่ศิษย์นั้น ผู้เป็นครูบาอาจารย์ต้องเลือก เพื่อไม่ให้ใช้ไปในทางที่ผิด รวมถึงป้องกันการผิดคลำ (ผิดครูธรรม) ของศิษย์อีกด้วย ซึ่งหากใครที่ตั้งใจจะเรียนแล้วต้องเชื่อมั่นและศรัทธาในวิชาธรรมของตน เพื่อให้ประสบความสำเร็จ ในทางกลับกันหากไม่เชื่อมั่นและกระทำอย่างไม่ถูกต้องแล้วย่อมมีผลเสียย้อนสู่ตน ซึ่งการเรียนธรรมนั้น ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเรียนได้สำเร็จเหมือนๆ กัน หรือพร้อมกัน ขึ้นอยู่กับบารมีของคนคนนั้นที่ได้สั่งสมมา ธรรมแต่ละธรรมย่อมเหมาะกับจริตของแต่ละบุคคล ดังนั้นครูบาอาจารย์จึงจะเป็นผู้พิจารณาสอนให้อีกทีหนึ่งครับ

ธรรมปัจจุบัน เท่าที่ยังพบว่ามีครูบาอาจารย์ถ่ายทอดให้แก่ศิษย์อยู่ก็เห็นจะมีหลักๆ คือ ธรรมแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันต์ ธรรมพระไตรสรณคม ธรรมบรรลุ ธรรมเก้าโกฐ ธรรมมหาสาวัง (ธรรม ๒๔ ห้อง) และธรรมราช (พบน้อย) นอกนั้นจะเป็นธรรมเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยตามแต่ครูบาอาจารย์จะถ่ายทอดให้เพิ่ม เช่น ธรรมส่อง ธรรมอาสนะเทียรแก้ว (ส่วนตัวพี่ตอนนี้เรียน ธรรมแปดหมื่นสี่พัน และธรรมราชอยู่ ส่วนธรรมเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยก็จะเป็นธรรมเกี่ยวกับครูฤๅษี แล้วก็อีกธรรมครูท่านไม่บอก ท่านให้ไปพิจารณาเองว่าธรรมอะไร **นอกเรื่องนิดนึงครับ)
การเรียนจะว่ายากก็ไม่ยากนัก แต่จะว่าง่ายหรือเปล่านี่บอกเลยว่าไม่ครับ ขั้นแรกเราต้องเสาะหาครูบาอาจารย์ที่จะสั่งสอนก่อน ดังคำอีสานที่ว่า “เรียนต้องมีครู จี่ปูต้องมีวาด” เมื่อพบแล้ว เราก็ต้องไปพบท่านเพื่อให้ท่านพิจารณาว่า เราเหมาะสมกับการเรียนธรรมหรือไม่ ถ้าเหมาะแล้วนั้น จริตเราเหมาะกับธรรมใด และสิ่งสำคัญที่จะต้องตอบท่านก็คือ เราจะเรียนธรรมไปเพื่ออะไร ? เมื่อผ่านไปได้ด้วยดี ท่านจะบอกให้เราตกแต่งคายครู ตามธรรมที่เรียน ซึ่งจะแตกต่างกันออกไป แล้วก็จะนัดวันเพื่อมายกขันครูเรียนธรรมต่อไป ก็ให้เรามาตามวันที่ท่านนัด พร้อมกับตกแต่งคายครูดังกล่าวมาให้ครบอย่าให้ขาดแม้แต่สิ่งเดียว เมื่อมาพบท่านในวันยกขันท่านจะให้เรากล่าวมอบกายถวายตัวเพื่อเรียนธรรมตามท่าน ซึ่งในส่วนนี้ไม่ต้องกังวลท่านจะบอกกล่าวเราเองครับ ในระหว่างนั้นท่านก็จะรับเราเป็นศิษย์ และยัดธรรมให้ ซึ่งในระหว่างนั้นบางคนอาจจะมีอาการของขึ้น (ทั้งที่ไม่ได้สัก หรือมีองค์ก็ขึ้นได้) บางคนก็สวดก็พูดเป็นภาษาแปลกที่ฟังไม่รุเรื่อง หรือบางคนก็เฉยๆ นี่เป็นอาการที่เรียกว่าบวชธรรมติดครับ ถ้าเกิดขึ้นกับตัวเองให้ดีใจได้หน่อยนึงว่ามีแววสำเร็จ และอาจสำเร็จได้เร็วขึ้นกว่าปกติอีกด้วย แต่สำหรับคนที่เฉยๆ ก็ใช่ว่าจะไม่ได้นะครับ แต่ขอให้ตั้งใจมากขึ้น พยามมากขึ้น เหมือนหัวไม่ดีเรียนอ่อนกว่าเค้าก้อต้องหมั่นดูตำราครับ ฉันใดฉันนั้น เมื่อเสร็จจากขั้นตอนการยกครูธรรมแล้ว ครูบาอาจารย์ท่านจะเขียนพระคาถาสำหรับธรรมห้องแรกให้เราไปสวด (ที่เราเรียกกันว่า “ปั่นธรรม” ครับ) ให้เราไปสวดทุกวันอย่าให้ได้ขาด แต่ถ้าหากเราไม่สามารถทำได้เนื่องจากไม่สบาย หรือติดธุระที่สำคัญ (ที่ไม่ใช่ขี้เกียจ หรือไม่อยากสวด) ก็ไม่ผิดครับ จากนั้นท่านก็ให้โอวาทสั่งสอนเรา และจะบอกถึงสิ่งที่คลำกับธรรมที่เราเรียนให้ฟังว่ามีสิ่งใดบ้างเป็นอันจบพิธีการครับ
ในการเรียนธรรมนี้ไม่ต้องรีบครับ ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป เมื่อไหร่ที่ดวงธรรมเราแข็งแล้ว เราจะทราบได้ด้วยตนเองว่าธรรมเป็นเช่นไร ดีอย่างไร และทำอะไรได้บ้าง ซึ่งเป็น “วิญญูหิ” ครับ นั่นคือรู้ได้ด้วยตน ครูบาอาจารย์จะไม่บอกหรอกครับ ว่าดีอย่างไร แล้วจะเกิดอะไรขึ้น เพราะเราจะไปอุปโลกขึ้นเองว่าเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ พาลให้ไขว้เขวหลงทางไป ซึ่งหลังจากเรียนห้องแรกไปแล้ว 2-3 เดือนเราก็จะไปขึ้นห้องใหม่เพิ่มครับ ที่สำคัญในแต่ละปี เราจะต้องไม่ขาดงานไหว้ครูของครูบาอาจารย์ที่เราเรียนด้วยนะครับ อย่าลืมเด็ดขาด…
อยากฝากไว้ครับ สำหรับพี่ๆ น้องๆ คนที่ตั้งใจอยากจะเรียนธรรมจริงๆ และมั่นใจจริงว่าตัวเองปฏิบัติได้ ก็สามารถสอบถามมาได้ครับที่ msn/e-mail : tooltham@hotmail.com ยินดีให้คำปรึกษาและแนะนำครูบาอาจารย์แถบนี้ให้ ซึ่งก็มีอยู่หลายท่านที่ตัวผมเองนับถือ และไปมาหาสู่เพื่อเรียนธรรม เรียนวิชา รวมทั้งคาถาอาคมกับท่าน
บางทีอาจจะตอบช้าต้องขออภัยล่วงหน้านะครับ เพราะต้องดูแลธุรกิจส่วนตัว และออกต่างจังหวัดอยู่บ่อยๆ

 

ซึ่งธรรมนี้มีมากมาย หลากหลายแขนง แม้แค่แขนงเดียวกัน ธรรมเดียวกัน แต่ต่างครูบาอาจารย์ ก็อาจจะมีรูปแบบที่แตกต่างกันบ้าง ดังคำโบราญอีสานที่ว่าหนังสือก้อมต่างคนต่างมีซึ่งปัจจุบันหาครูบาอาจารย์ผู้สอนที่เก่งๆ ได้ยากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากยุคสมัยที่เปลี่ยนไป คนเชื่อในสิ่งเหล่านี้น้อยลง รวมถึงการสั่งสอนให้แก่ศิษย์นั้น ผู้เป็นครูบาอาจารย์ต้องเลือก เพื่อไม่ให้ใช้ไปในทางที่ผิด รวมถึงป้องกันการผิดคลำ (ผิดครูธรรม) ของศิษย์อีกด้วย ซึ่งหากใครที่ตั้งใจจะเรียนแล้วต้องเชื่อมั่นและศรัทธาในวิชาธรรมของตน เพื่อให้ประสบความสำเร็จ ในทางกลับกันหากไม่เชื่อมั่นและกระทำอย่างไม่ถูกต้องแล้วย่อมมีผลเสียย้อนสู่ตน ซึ่งการเรียนธรรมนั้น ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเรียนได้สำเร็จเหมือนๆ กัน หรือพร้อมกัน ขึ้นอยู่กับบารมีของคนคนนั้นที่ได้สั่งสมมา ธรรมแต่ละธรรมย่อมเหมาะกับจริตของแต่ละบุคคล ดังนั้นครูบาอาจารย์จึงจะเป็นผู้พิจารณาสอนให้อีกทีหนึ่งครับ

 

ธรรมปัจจุบัน เท่าที่ยังพบว่ามีครูบาอาจารย์ถ่ายทอดให้แก่ศิษย์อยู่ก็เห็นจะมีหลักๆ (ความจริงมีอยู่มากมายนะครับ) คือ ธรรมแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันต์ ธรรมพระไตรสรณคม ธรรมบรรลุ ธรรมเก้าโกฐ ธรรมมหาสาวัง (ธรรม ๒๔ ห้อง) และธรรมราช นอกนั้นจะเป็นธรรมเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยตามแต่ครูบาอาจารย์จะถ่ายทอดให้เพิ่ม เช่น ธรรมส่อง ธรรมอาสนะเทียรแก้ว (ส่วนตัวผมตอนนี้เรียน ธรรมแปดหมื่นสี่พัน และธรรมราชอยู่ ส่วนธรรมเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยก็จะเป็นธรรมเกี่ยวกับครูฤๅษี แล้วก็อีกธรรมครูท่านไม่บอก ท่านให้ไปพิจารณาเองว่าธรรมอะไร **นอกเรื่องนิดนึงครับ)


การเรียนจะว่ายากก็ไม่ยากนัก แต่จะว่าง่ายหรือเปล่านี่บอกเลยว่าไม่ครับ ขั้นแรกเราต้องเสาะหาครูบาอาจารย์ที่จะสั่งสอนก่อน ดังคำอีสานที่ว่าเรียนต้องมีครู จี่ปูต้องมีวาดเมื่อพบแล้ว เราก็ต้องไปพบท่านเพื่อให้ท่านพิจารณาว่า เราเหมาะสมกับการเรียนธรรมหรือไม่ ถ้าเหมาะแล้วนั้น จริตเราเหมาะกับธรรมใด และสิ่งสำคัญที่จะต้องตอบท่านก็คือ เราจะเรียนธรรมไปเพื่ออะไร ? เมื่อผ่านไปได้ด้วยดี ท่านจะบอกให้เราตกแต่งคายครู ตามธรรมที่เรียน ซึ่งจะแตกต่างกันออกไป แล้วก็จะนัดวันเพื่อมายกขันครูเรียนธรรมต่อไป ก็ให้เรามาตามวันที่ท่านนัด พร้อมกับตกแต่งคายครูดังกล่าวมาให้ครบอย่าให้ขาดแม้แต่สิ่งเดียว เมื่อมาพบท่านในวันยกขันท่านจะให้เรากล่าวมอบกายถวายตัวเพื่อเรียนธรรมตามท่าน ซึ่งในส่วนนี้ไม่ต้องกังวลท่านจะบอกกล่าวเราเองครับ ในระหว่างนั้นท่านก็จะรับเราเป็นศิษย์ และยัดธรรมให้ ซึ่งในระหว่างนั้นบางคนอาจจะมีอาการของขึ้น (ทั้งที่ไม่ได้สัก หรือมีองค์ก็ขึ้นได้) บางคนก็สวดก็พูดเป็นภาษาแปลกที่ฟังไม่รุเรื่อง หรือบางคนก็เฉยๆ นี่เป็นอาการที่เรียกว่าบวชธรรมติดครับ ถ้าเกิดขึ้นกับตัวเองให้ดีใจได้หน่อยนึงว่ามีแววสำเร็จ และอาจสำเร็จได้เร็วขึ้นกว่าปกติอีกด้วย แต่สำหรับคนที่เฉยๆ ก็ใช่ว่าจะไม่ได้นะครับ แต่ขอให้ตั้งใจมากขึ้น พยามมากขึ้น เหมือนหัวไม่ดีเรียนอ่อนกว่าเค้าก้อต้องหมั่นดูตำราครับ ฉันใดฉันนั้น เมื่อเสร็จจากขั้นตอนการยกครูธรรมแล้ว ครูบาอาจารย์ท่านจะเขียนพระคาถาสำหรับธรรมห้องแรกให้เราไปสวด (ที่เราเรียกกันว่าปั่นธรรมครับ) ให้เราไปสวดทุกวันอย่าให้ได้ขาด แต่ถ้าหากเราไม่สามารถทำได้เนื่องจากไม่สบาย หรือติดธุระที่สำคัญ (ที่ไม่ใช่ขี้เกียจ หรือไม่อยากสวด) ก็ไม่ผิดครับ จากนั้นท่านก็ให้โอวาทสั่งสอนเรา และจะบอกถึงสิ่งที่คลำกับธรรมที่เราเรียนให้ฟังว่ามีสิ่งใดบ้างเป็นอันจบพิธีการครับ

 

ในการเรียนธรรมนี้ไม่ต้องรีบครับ ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป เมื่อไหร่ที่ดวงธรรมเราแข็งแล้ว เราจะทราบได้ด้วยตนเองว่าธรรมเป็นเช่นไร ดีอย่างไร และทำอะไรได้บ้าง ซึ่งเป็นวิญญูหิครับ นั่นคือรู้ได้ด้วยตน ครูบาอาจารย์จะไม่บอกหรอกครับ ว่าดีอย่างไร แล้วจะเกิดอะไรขึ้น เพราะเราจะไปอุปโลกขึ้นเองว่าเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ พาลให้ไขว้เขวหลงทางไป ซึ่งหลังจากเรียนห้องแรกไปแล้ว 2-3 เดือนเราก็จะไปขึ้นห้องใหม่เพิ่มครับ ที่สำคัญในแต่ละปี เราจะต้องไม่ขาดงานไหว้ครูของครูบาอาจารย์ที่เราเรียนด้วยนะครับ อย่าลืมเด็ดขาด

 

อยากฝากไว้ครับ สำหรับพี่ๆ น้องๆ คนที่ตั้งใจอยากจะเรียนธรรมจริงๆ และมั่นใจจริงว่าตัวเองปฏิบัติได้ ก็สามารถสอบถามมาได้ครับที่ msn/e-mail : tooltham@hotmail.com ยินดีให้คำปรึกษาและแนะนำครูบาอาจารย์แถบนี้ให้ ซึ่งก็มีอยู่หลายท่านที่ตัวผมเองนับถือ และไปมาหาสู่เพื่อเรียนธรรม เรียนวิชา รวมทั้งคาถาอาคมกับท่าน บางทีอาจจะตอบช้าต้องขออภัยล่วงหน้านะครับ เพราะต้องดูแลธุรกิจส่วนตัว และออกต่างจังหวัดอยู่บ่อยๆ


3 Responses to “เรียนธรรม เป็น “หมอธรรม””

  1. ongchai พูดว่า:

    ผมเคยได้อ่านหนังสือมาบ้างฟังเขามาบ้างนะครับ
    ว่าเรียนธรรมนี้จะเป็นของทางอีสานและต้องเรียนอักษรธรรมด้วยจิงรึป่าวครับ
    และห้องทำเรียนได้ปีละห้องจิงรึป่าวครับผม

    • หมอธรรมน้อย พูดว่า:

      ธรรมไม่ได้จำกัดว่าเป็นของทางอีสานเสมอไปครับ เพราะธรรมนั้นมีมากมายหลายสาย หากแต่สายที่ผมที่ผมเรียนนั้นล้วนเป็นสายทางด้านอีสาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสายของท่านสำเร็จลุน แห่งวัดบ้านเวินไซ ประเทศลาวครับ ซึ่งได้รับการถ่ายทอดมาจากครูบาอาจารย์ที่เป็นศิษย์ท่านอีกที คือหลวงปู่พรหมมา เขมจาโร ซึ่งได้มีโอกาสเรียนกับท่านสำเร็จลุน และหลวงปู่เณร คัมภีโร ซึ่งเป็นศิษย์หลวงปู่พรหมา ท่านได้เมตตาถ่ายทอดให้ผมอีกทอด
      ส่วนการเรียนธรรมนั้นไม่ได้จำเป็นว่าต้องเรียนตัวอักขระธรรมอีสานด้วยหรอกครับ หากแต่ถ้าสามารถอ่านเขียนได้ย่อมมีคุณ เนื่องจากหนังสือและคัมภีร์อีสานส่วนใหญ่มักจะจารด้วยอักษรธรรม ซึ่งผู้ที่อ่านได้ย่อมได้เปรียบในการเรียนรู้
      สำหรับห้องธรรมนั้นไม่ได้จำกัดว่าจะใช้ระยะเวลานานเท่าใดครับ หากแต่ขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้เรียน และความเหมาะสมของการเรียนซึ่งครูบาอาจารย์จะเป็นผู้บอกแก่ตัวเราเอง ไม่อย่างงั้นธรรมที่มีจำนวนห้องมากๆ เช่น ธรรม ๒๔ ห้อง จะไม่ต้องใช้เวลานานถึง ๒๔ ปีหรอกหรือครับ ซึ่งการเรียนก็ไม่ได้บอกว่าเรานั้นจะสำเร็จถึงดวงธรรมขั้นไหน ในเวลาเท่าใดครับ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ อย่าง แม้กระทั่งสถานะของผู้เรียนที่เป็นภิกษุสงฆ์ กับฆราวาสก็มีผลครับ เนื่องจากการเรียนมีข้อปลีกย่อยมากมายต้องลองศึกษาครับ

  2. ongchai พูดว่า:

    ขอบคุณครับผมทีให้ผมรู้มากขึ้น(ผมชักสนใจแล้วจิ)

ป้อนอีเมล์ :